‘แมรี่เซเลสเต้’ เรือที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยการหายไปอย่างไร้ร่องรอยในท้องทะเล

 

ไขปริศนาเรือแมรี่  แมรี่โรส

แมรี่เซเลสเต้’ เรือที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยการหายไปอย่างไร้ร่องรอยในท้องทะเลนั้นนับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งถึงจะไม่ได้มีการรายงานอย่างเป็นกิลักษณะในทุกครั้งก็ตาม ซึ่งในแต่ละครั้งก็อาจจะเกี่ยวพันกัน กับ กรณีต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการถูกโจรสลัดดักปล้นการขาดแคลนอาหารในระหว่างที่กำลังเดินเรือซึ่งพบได้ค่อนข้างยากถ้าไม่ถึงคราวเคราะห์จริง และ กรณีสุดท้ายคือการหายไปอย่างลึกลับดังเช่น ‘เรือแมรี่เซเลสเต้’เรือสัญชาติอเมริกัน กับ เรื่องราวที่ยังเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้

ประวัติของเรือแมรี่เซเลสเต้

เรือแมรี่เซเลสเต้ (Mary Celeste) เป็นเรือสัญชาติอเมริกันมีขนาดความใหญ่ถึง103 ฟุต น้ำหนักรวม 282 ตัน มีกำหนดการสร้างให้แล้วเสร็จในปี 1861 แต่ถูกดำเนินการแก้ไขปรับปรุงในปี 1896 ก่อนจะได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการในภายหลังในวันที่ 7  พฤศจิกายนเรือแมรี่เซเลสเต้ได้มีกำหนดการเดินทางจากนิวยอร์คเพื่อมุ่งหน้าไปยังกรุงเจนัวประเทศอิตาลี ภายในเรือมีสินค้าที่เตรียมไว้เพื่อการค้าขาย ณ
ปลายทางอยู่มากมาย โดยเฉาะเอทิลแอลกอฮอล์ขนาดบรรจุ 1,701 บาร์เรลซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากพอดูโดยเรือลำนี้ได้รับการมอบหมายให้อยู่ภายใต้การดูแลของกัปตันเรือ เบนจามิน
สปูนเนอร์ บริก โดยมีลูกเรืออยู่ภายใต้การควบคุมอีก 7 คน  และ มีผู้โดยสารไป กับ เรือลำนี้อีก 2 คนนั้นคือ ซาร่า ภรรยา และ โซเฟียลูกวัยสองขวบของกัปตันเรือใช้เวลาเดินทาง 2 สัปดาห์เพื่อไปถึงเมืองอะซอร์ซ (Azores)ซึ่งเป็นสถานที่สุดท้าย ที่มีอยู่ในบันทึกการเดินเรือซึ่งบรรทึกลงไปในวันที่ 25 เดือน พฤศจิกายน เวลาตี 5

กรณีปริศนาที่เกิดขึ้น

ในวันที่ 5 ธันวาคม ลูกเรือของเรือสัญชาติอังกฤษที่มีนามว่า Dei Gratia ซึ่งรอยลำอยู่ห่างออกไป 400 ไมล์ได้พบเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างอยู่ในทะเลพวกเขาจึงไปแจ้งให้กัปตัน เดวิดมอร์เฮาส์ ได้ทราบถึงเรื่องนี้
กัปตันเรือได้สั่งให้มีการนำเรือเล็กเข้าไปเทียบเรือแมรี่เซเลสเต้เพื่อสำรวจดูว่ามีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นบนเรือ หรือ ไม่แต่แล้วทั้งหมดก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าบนเรือลำดังกล่าวนั้นไม่มีใครอยู่เลยรว กับ ว่าเรือลำนี้เดินทางออกมาโดยปราศจากผู้โดยสารของมันตามรายงานระบุว่า เรือลำนี้อยู่ในลักษณะที่เปียกทั้งลำแต่ยังคงอยู่ในสภาพที่สามารถเดินเรือได้นาฬิกาที่อยู่บนเรือก็ไม่ทำงานรวมถึงเข็มทิศของเรือที่หันไปผิดทิศทางอีกด้วย
แต่ที่น่าประหลาดจนทำให้ผู้คนที่ขึ้นมาสำรวจต้องรู้สึกประหลาดใจก็คือข้าวของที่อยู่บนเรือทุกชิ้นยังอยู่ในสภาพที่ราว กับ ว่าพึ่งผ่านการใช้งานมาไม่นานบนโต๊ะอาหารยังคงมีขนมปังวางไว้อยู่ ซุปในถ้วยก็ยังร้อนพวกเขาสืบค้นต่อไปจนถึงห้องของกัปตันที่พบดาบเปื้อนเลือดอยู่ใต้เตียง และ บันทึกการเดินเรือที่บางหน้าก็หายสาบสูญไปข้อสันนิษฐานที่เกิดขึ้น

ในกรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้นมีผู้ที่ตั้งข้อสันนิษฐานขึ้นมามากมายหลากหลายข้อแต่ที่ฟังดูแล้วน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดนั้นมีดังต่อไปนี้ กรณีที่หนึ่ง:เอทิลแอลกอฮอล์ที่พวกเขาขนมานั้นได้ทำปฏิกริยาบางอย่างจนทำให้สารเคมีชนิดนี้รั่วไหลออกมา และ ทำให้ผู้ที่อยู่บนเรือเกิดอาการประสาทหลอน และ หันมาจับอาวุธเพื่อฆ่ากันเอแต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ยังมีข้อสังเกตุอยู่ตรงที่ว่าบนเรือลำนี้ไม่ได้ปรากฏร่องรอยการต่อสู้อยู่บนเรือแถมอาหารก็ยังอยู่ในลักษณะที่อุ่นอยู่ด้วยกรณีที่สอง: พวกเขาถูกอสูรร้ายจากใต้ท้องทะเลจู่โจมมีบางส่วนนั้นเชื่อว่าเรือของพวกเขาถูกโจมตีโดยสัตว์ร้ายจากใต้ท้องทะเลจนทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่บนเรือต้องถึงแก่ชีวิตแต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ถูกโต้แย้งด้วยเหตุที่ว่าตัวเรือนั้นไม่ได้มีความเสียหายที่เกิดจากร่องรอยของสัตว์ร้ายข้อสันนิษฐานนี้จึงเป็นไปได้น้อย กรณีสุดท้าย: พวกเขาถูกโจรสลัดลักพาตัวเพื่อไปเรียกค่าไถ่จากทางการโดยหลักฐานที่เห็นได้อย่างเด่นชัดที่สุดก็คือร่องรอยของเลือดที่ปรากฏบนดาบอย่างไรก็ตามปริศนาดังกล่าวนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ และ ยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาที่ดำมืดมาจนถึงทุกวันนี้