“เนสซี” สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์ กับการตบตาครั้งใหญ่ของโลก

เนสซี

สัตว์ประหลาดตัว ในทะเล

เนสซี สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์ กับการตบตาครั้งใหญ่ของโลก ความเชื่อเรื่องลี้ลับที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อยู่คู่กับประวัติศาสตร์มนุษยชาติมาตั้ง แต่โบราณกาล เรื่องของสัตว์ประหลาดแห่ง “ล็อกเนสส์”  สามเหลี่ยมพิศวง

ในสกอตแลนด์ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องลี้ลับที่ผู้คนทุกยุคสมัยยังคงพยายามค้นหาหลักฐานตัวตนของสัตว์ประหลาดที่อยู่ในตำนานท้องถิ่นแม้ว่าหลายครั้งที่หลักฐานซึ่งมีผู้หยิบมาอ้างนั้น
ปรากฏในภายหลังว่าเป็นเรื่องตบตากันครั้งใหญ่ก่อนที่ล็อกเนสส์ (Loch Ness)

หรือทะเลสาบเนสส์ (Loch แปลว่า ทะเลสาบ)จะโด่งดังกลายในช่วงยุค 30s และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้สนใจจากทั่วโลก
พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้คึกคักดังเช่นปัจจุบัน ทะเลสาบเนสส์เป็นพื้นที่ห่างไกลและเข้าถึงได้ยาก แต่ไม่ใช่อีกต่อไปเมื่อมีการตัดถนนเมื่อ ค.ศ.1933

การตัดถนนการตัดถนนครั้งนั้นทำให้ทะเลสาบที่มองแต่ไกลแล้วคล้ายเห็นผืนน้ำดำมืดกลายเป็นทะเลสาบที่น่าค้นหา ทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสกอตแลนด์บางครั้งมีหมอกปกคลุมพื้นผิวน้ำ รายล้อมด้วยบรรยากาศของต้นสนปราสาทตระหง่าน และหอคอยที่ถูกทิ้งร้างอันเหมาะแก่บรรยากาศและกลิ่นอายแห่งความลี้ลับชวนน่าค้นหาดึงดูดผู้เดินทางมาสัมผัสกับตำนานเรื่องราวลี้ลับต่างๆ

และบ่อยครั้งที่พื้นที่ลักษณะนี้มักมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นมาก่อนทันทีที่ถนนตัดผ่านแล้วเรื่องราวจากปากของผู้สัญจรที่พบเห็นสัตว์ที่ไม่สามารถระบุประเภทได้และเป็นที่รู้จักในนาม “เนสซี” หรือ “สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์”ก็เริ่มแพร่กระจายจากปากสู่ปาก และเริ่มไปสู่สื่อท้องถิ่นข้อมูลจากการบันทึกของสื่อมวลชนบันทึกว่า เรื่องสัตว์ประหลาดในล็อกเนสส์เริ่มตกเป็นข่าวระดับท้องถิ่นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 1933 (พ.ศ. 2476)โดยหนังสือพิมพ์ Inverness Courier เป็นผู้รายงานว่าชายหญิงคู่หนึ่งพบเห็นสัตว์ขนาดใหญ่ดำผุดเหนือผิวน้ำของล็อกเนสส์

การพบเจอสัตว์ประหลาด

วันที่ 22 กรกฎาคม หนุ่มสาวจากตระกูลสไปเซอร์ (Spicer) ไปพักผ่อนในHighlands ขณะที่กำลังขับรถอยู่ พวกเขาเห็น “สัตว์ที่น่าทึ่งที่สุด”เคลื่อนที่ผ่านถนนตัดหน้าพวกเขา พวกเขาอ้างว่า สัตว์ที่พบเห็นสูงประมาณ 4 ฟุต(1.2 เมตร) ยาว 25 ฟุต (8 เมตร) ลักษณะลำคอยาวและกว้างเกือบเท่าถนน(ประมาณ 10-12 ฟุต หรือ 3-3.5 เซนติเมตร) ในปากคาบซากสัตว์อยู่ด้วยมันเคลื่อนที่ด้วยการไถลหรือเลื้อยลงไปในทะเลสาบ พวกเขาอ้างว่า
ไม่เห็นท่อนล่างของมัน นายสไปเซอร์ ยังอ้างว่าสิ่งที่พวกเขาพบเห็นนั้นน่าจะใกล้เคียงกับมังกรหรือกลุ่มสัตว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์มากที่สุด
คำอธิบาย “เนสซี”ในช่วงข่าวลือเริ่มต้นแพร่สะพัด เอริค ชาไลน์ (Eric Chaline) ผู้เขียนหนังสือ

“การตบตาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” (History’s Greatest Deceptions) เล่าว่า
ผู้คนเริ่มมีทฤษฎีอธิบายที่มาที่ไปของสัตว์ที่ไม่สามารถระบุประเภทอย่างหลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่รอดจากการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์และอาศัยอย่างโดดเดี่ยว ยักษ์ หรือตัวนิวท์ (Newt)
สายพันธุ์ที่ยังไม่ได้ถูกค้นพบหรือไม่มีบันทึกข้อมูล หรือแม้แต่เป็นงูทะเลยักษ์
ทั้งที่ทะเลสาบเนสส์เป็นทะเลสาบที่ไกลจากทะเล ไม่มีทางระบายไปสู่ทะเลโดยตรง
น้ำในทะเลสาบก็เป็นน้ำจืด

หลังจากที่ Inverness Courier รายงานเรื่องการพบเห็นอีกเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม
หลังจากนั้นเริ่มมีรายงานการพบเห็นอย่างต่อเนื่อง ในเดือนเดียวกัน อาร์เธอร์
แกรนท์ (Arthur Grant) อ้างว่า
ขณะขี่มอเตอร์ไซค์บนถนนเลียบทะเลสาบในช่วงเช้าตรู่
เขาเกือบชนสัตว์ชนิดหนึ่ง คำอธิบายของแกรนท์
ใกล้เคียงกับสิ่งที่คู่หนุ่มสาวสไปเซอร์ส เล่า
กระทั่งเดือนพฤศจิกายน 1933
มีหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายปรากฏในหน้าสื่อเป็นครั้งแรก ภาพเป็นฝีมือของนายฮิวจ์
เกรย์ (Hugh Gray)
ชาวบ้านในหมู่บ้านละแวกนั้นพบเห็นวัตถุที่สังเกตเห็นรูปทรงได้พ่นน้ำทำให้เกิด
น้ำกระเพื่อมขนาดใหญ่ เขาเล่าว่า โชคดีที่พกกล้องมาด้วย
และถ่ายได้ขณะเดินทางกลับจากโบสถ์ (แต่เหตุผลพื้นฐานว่า
ทำไมเขาพกกล้องด้วยขณะไปโบสถ์นั้น ไม่เคยมีข้อมูลอธิบายมาก่อน)
มีเพียงภาพเดียวที่เห็นว่าเหมือนมีบางอย่างอยู่ในน้ำ
แต่ความละเอียดของภาพก็ไม่ชัดเจนขั้นสามารถบอกได้ว่าอะไรอยู่ใต้น้ำ
เมื่อข่าวลือแพร่สะพัด มีผู้ที่สนใจสืบค้นหาที่มาที่ไปของสัตว์ลึกลับนี้อยู่บ้าง
ส่วนใหญ่แล้วได้ทุนสนับสนุนโดยสื่ออังกฤษ
มีรายงานว่าสื่ออังกฤษตั้งเงินรางวัลสำหรับผู้ที่พบสัตว์ประหลาด สำนักข่าว Daily
Mail จ้างพรานนามว่า มาร์มาดุก เวเธอเรลล์ (Marmaduke Wetherell) มาค้นพาหาด้วย
เอริค บรรยายว่า พรานรายนี้ไม่พบสัตว์ประหลาดแต่อย่างใด
สิ่งที่พบกลับเป็นรอยเท้าของสัตว์บนชายฝั่งของทะเลสาบบริเวณที่เต็มไปด้วยหิน
เชื่อว่า เป็นร่องรอยของสัตว์ขนาดใหญ่ที่กำลังกลับลงน้ำ
Daily Mail อ้างว่า พวกเขาค้นพบหลักฐานกายภาพครั้งแรกของสัตว์ประหลาด
อย่างไรก็ตาม เมื่อส่งหลักฐานไปให้พิพิธภัณฑ์ British Natural History Museum
ในลอนดอน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตววิทยาของพิพิธภัณฑ์ระบุว่า
หลักฐานถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยตัวช่วยเป็นแท่นวางร่มทรงเท้าฮิปโปโปเตมัส
อันเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับความนิยมในสมัยนั้นจากอิทธิพลของชนชั้นกลางในยุค
วิกตอเรียและสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด
สื่อดังและพรานผู้เชี่ยวชาญถูกแหกตาโดยคนมือบอน

สื่อคู่แข่งต่างเยาะเย้ย Daily Mail และนายพรานผู้นี้อย่างหนัก
จนนายพรานดังกลับกลายเป็นเสมือนเสือที่เคยกล้าแกร่งแล้วต้องหลบหนีถอ
นตัวไปเลียแผล และเก็บตัวจากสาธารณะ
ภาพถ่ายที่ตบตาได้นานหลายทศวรรษ
วันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1934 สำนักข่าว Daily Mail
ยังไม่เข็ดกับประสบการณ์ก่อนหน้านี้
พวกเขาเผยแพร่ภาพที่ภายหลังเรียกกันต่อมาว่า “ภาพถ่ายของศัลยแพทย์”
(Surgeon’s photograph)
แสดงให้เห็นส่วนหัวและคอของสัตว์ชนิดหนึ่งโผล่พ้นจากผิวน้ำ
ภาพถ่ายนี้ถูกเชื่อว่าเป็นฝีมือของโรเบิร์ต วิลสัน (Robert Wilson)
แพทย์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากลอนดอน เขาอ้างว่า
ถ่ายได้ระหว่างขับรถผ่านถนนทางตอนเหนือของทะเลสาบในช่วงเช้าวันที่ 19
เมษายนภาพถ่ายนี้ถูกเชื่อถือกันมาว่าเป็นภาพจริงนานหลายทศวรรษ
ซึ่งภาพนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญสำหรับผู้ที่เชื่อเรื่องตัวตนของเนสซี
สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส
ความเชื่อนี้สั่นคลอนมากที่สุดเป็นครั้งแรกเมื่อสจ๊วต แคมเบลล์ (Stewart
Campbell) เผยแพร่บทความในวารสาร British Journal of Photography
วารสารด้านการถ่ายภาพเมื่อ ค.ศ. 1984 ข้อเขียนของเขาโต้แย้งว่า
วัตถุในภาพน่าจะมีความยาวจริงไม่เกิน 3 ฟุต อาจเป็นนาก หรือไม่ก็นก
ต้นยุค 90s สารคดีของช่อง Discovery มีเนื้อหาโดยสรุปว่า
“ภาพนี้เหมือนน้ำกระเพื่อมจากวัตถุบางอย่างที่ถูกลากไป”
ข้อสรุปของสารคดีเห็นด้วยกับแนวคิดของแคมเบลล์ ที่ว่าวัตถุนี้ไม่น่าจะยาวเกิน 3
ฟุต และภาพนี้ถูกตัดย่อ (crop) เพื่อให้ดูเหมือนกับว่าวัตถุมีขนาดใหญ่กว่าปกติ
เมื่อข่าวลือขยายวงกว้างจากสื่อท้องถิ่นไปถึงสื่อระดับชาติ
ในช่วงศตวรรษที่ 20
สถาบันวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่หลายแห่งก็สนใจตามไปด้วย
และมอบทุนสำหรับการสืบหาความจริง
เทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้มีตั้งแต่คลื่นโซนาร์, ไฮโดรโฟน
(อุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้ศึกษาสิ่งมีชีวิตในทะเล) และ เรือดำน้ำขนาดเล็ก เชื่อกันว่า

หากนับงบประมาณที่ใช้ในการค้นหาความจริงก้นทะเลสาบจนถึงวันนี้น่าจะมีตัวเล
ขรวมแล้วไม่ต่ำกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ
แทบจะเป็นเรื่องปกติทั่วไปของเรื่องราวลี้ลับที่เมื่อคนส่วนใหญ่ยกกันไปค้นหา
มันจะไม่โผล่มาให้เห็นแบบชัดเจน สิ่งที่พบคือสัญญาณบางอย่างเท่านั้น
และการค้นหาในล็อกเนสส์ก็เป็นเช่นเดียวกัน
ปฏิบัติการค้นหาในช่วงแรกไม่สามารถเก็บภาพถ่ายสัตว์ขนาดใหญ่ใต้น้ำได้
แต่อีริค เล่าว่า หลายปีที่ค้นหากันนั้น
มีรายงานว่าทีมนักสำรวจพบว่าคลื่นโซนาร์สัมผัสกับวัตถุขนาดใหญ่
“ความจริง”
ท้ายที่สุดแล้ว ภาพนี้ถูกแฉโดยคริสเตียน สเปอร์ลิง (Christian Spurling)
ลูกเลี้ยงของมาร์มาดุก เวเธอเรลล์ สเปอร์ลิงยอมรับว่า
เขาเป็นคนแกะหัวของสัตว์ประหลาดขึ้นมาที่เดิมทีมาจากชิ้นส่วนหนึ่งของเรือดำ
น้ำของเล่น วีรกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของเวเธอเรลล์ โดยมีเอียน
ลูกชาย และโรเบิร์ต วิลสัน ร่วมด้วย เวเธอเรลล์ เป็นคนถ่ายภาพ และวิลสัน
ส่งต่อภาพไปให้สื่อดังเพื่อให้ดูมีเครดิตน่าเชื่อถือ
โดยแผนการนี้เป็นไปเพื่อแก้เผ็ดจากกรณีของ Daily Mail และสื่ออื่นในแดนผู้ดี
ถึงจะมีข้อมูลเปิดเผยขั้นนี้แล้ว แต่ในปัจจุบันยังมีผู้ไม่เชื่อในคำอธิบายนี้อยู่
แม้ผู้ที่เชื่อในตัวตนของสัตว์ลึกลับจะยอมรับว่าภาพนี้เป็นของปลอม
แต่พวกเขาเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ได้ปฏิเสธการมีตัวตนของเนสซี
หรือสัตว์ลึกลับแห่งทะเลสาบเนสส์
หลังจากการเปิดเผยก็ยังมีการสำรวจอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง
เอริค ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีสัตว์เหล่านี้อยู่จริง
ย่อมต้องมีจำนวนมากกว่าหนึ่งตัว และน่าจะมีรายงานหรือบันทึกการพบเห็นก่อนปี
1933 แต่หลักฐานก่อนหน้านี้ก็พบเพียงตำนานการพบเห็นของนักบุญโคลัมบา
(Columba) ซึ่งเขียนขึ้นในศตวรรษที่ 7
ตำนานเล่าว่า ระหว่างนักบุญเดินทางไปที่ดินแดนพิกต์ (Picts)
ในสกอตแลนด์ นักบุญพบเห็นสัตว์ร้ายในแม่น้ำเนสส์
สัตว์ร้ายฆ่าคนนอกรีตรายหนึ่งในท้องถิ่น และนักบุญอีกรายหนึ่ง
และเพื่อพิสูจน์อำนาจของพระเจ้า

นักบุญโคลัมบาสั่งให้นักบุญอีกรายหนึ่งว่ายข้ามแม่น้ำไป
เมื่อสัตว์ร้ายปรากฏตัวขึ้น นักบุญโคลัมบาก็ร่ายเตือน
และมันก็หนีหายไปด้วยความกลัว
หากพิจารณาจากข้อมูลเชิงพื้นที่แล้ว
สัตว์ในตำนานเรื่องนี้อยู่ในแม่น้ำเนสส์ที่เพียงแค่อยู่ใกล้กับทะเลสาบเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวของนักบุญที่พบปะสัตว์ประหลาดหรือปีศาจ
และขับไล่พวกมันไปนั้น ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในชีวประวัตินักบุญ
และหากพิจารณาในแง่มุมวิทยาศาสตร์
สิ่งมีชีวิตเดียวที่มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับสัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์ คือ
เพลซิโอซอร์ (Plesiosaurs)
สัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยในน้ำอุ่นแห่งท้องทะเลในยุคจูราสสิก มีหัวขนาดเล็ก
ลำตัวกว้าง หางสั้น คอยาว มีครีบ 2 คู่ ซึ่งทำให้คาดว่า
พวกมันไม่สามารถเคลื่อนที่ในน้ำได้เร็วนัก สายพันธุ์ของมันมีหลากหลาย
ขนาดเล็กที่สุดมีความยาว 9 ฟุต (3 เมตร) ขนาดใหญ่ที่สุดยาวประมาณ 60 ฟุต
(20 เมตร)
ลักษณะของเพลซิโอซอร์ ใกล้เคียงกับคำบรรยายของเนสซีแทบทั้งสิ้น
ติดเพียงแค่ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ดึกดำบรรพ์ส่วนใหญ่เชื่อว่า เพลซิโอซอร์
ไม่สามารถยกหัวขึ้นมาเหนือผิวน้ำได้เหมือนกับภาพที่เรียกว่า “Surgeon’s photograph”
นอกจากนี้ ทะเลสาบล็อกมีอุณหภูมิเย็นกว่าน้ำที่เพลซิโอซอร์ จะอาศัยได้
และยังไม่มีแหล่งอาหารเช่นปลาอย่างเพียงพอให้ดำรงชีพได้ เอริค
สรุปได้น่าคิดทีเดียวว่า
“หากแผ่นดินบริติชมีเพลซิโอซอร์รอดชีวิตในทะเลสาบเนสส์ พวกเขาคงมีจูราสสิก
ปาร์ค ของตัวเองไปแล้ว“