ชนเผ่าพื้นเมืองในบราซิล

ชนเผ่าพื้นเมืองในบราซิล ภาพชุดนี้บันทึกได้โดย โรเบิร์ตโต สตักเคิร์ต ช่างภาพชื่อดังชาวบราซิล ที่พบชนเผ่าพื้นเมืองในภาพโดยบังเอิญ ในป่าดงดิบแอมะซอน ในรัฐอาเกร ทางเหนือของประเทศ ใกล้กับพรมแดนประเทศเปรู ขณะที่เขากับทีมงานกำลังเดินทางไปศึกษาชนเผ่าอีกเผ่าหนึ่งซึ่งมีการติดต่อกับโลกภายนอกอยู่บ้าง สถิติของรัฐบาลบราซิลระบุว่า ในบราซิลมีชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวในป่าแอมะซอน และไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกอยู่ราว 107 เผ่า ในตอนแรกสตักเคิร์ตกับทีมงาน วางแผนจะไปศึกษาชีวิตของชนเผ่าหนึ่ง แต่สภาพอากาศที่แปรปรวนและฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เขาและทีมงานต้องนำเฮลิคอปเตอร์ลงจอด ต่อมาเมื่อฟ้าเปิดพวกเขาตัดสินใจเดินทางกลับเพื่อให้ถึงที่พักก่อนค่ำ

ชนเผ่าพื้นเมืองในบราซิล ระดมยิงธนู เพื่อไล่เฮลิคอปเตอร์ให้ออกไปจากถิ่นอาศัย

สตักเคิร์ตเล่าว่า “พอฝนหยุดตก เราตัดสินใจเดินทางกลับ เครื่องของเราบินค่อนข้างเร็ว แต่ทันใดนั้นเราเห็นกระท่อมมุงจากหลายหลัง รวมทั้งเรือกสวนไร่นา จากนั้นเราก็เห็นชนเผ่ากลุ่มนี้ ผมจึงเริ่มบันทึกภาพ” สตักเคิร์ตทำงานถ่ายภาพประธานาธิบดีบราซิลอย่างเป็นทางการมาหลายปีแล้ว แต่ภาพชุดชนเผ่าลึกลึบนี้ เป็นผลงานการบันทึกภาพในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามเขามีโชเซ่ คาร์ลอส เมแรลิส ผู้เชี่ยวชาญด้านชนเผ่าพื้นเมืองอยู่ในทีมด้วย เมแรลิสทำงานศึกษาเรื่องชนเผ่าพื้นเมืองอยู่กับสมาคมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งชาติบราซิลมาร่วม 40 ปี เมแรลิสยอมรับว่าการบินเหนือถิ่นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มนี้เป็นการคุกคามพวกเขาไม่น้อย “ต้องยอมรับว่ามันเป็นการรุกรานระดับหนึ่ง ดังนั้นพวกเราจึงต้องระวัง ไม่บินต่ำจนเกินไป เพื่อไม่ให้พวกเขาตกใจมากเกินไป ในอีกแง่มุมหนึ่ง โลกก็อยากรู้ถึงการดำรงอยู่ของพวกเขา และเราจำเป็นต้องออกนโยบายเพื่อปกป้องพวกเขา” ภารกิจอย่างหนึ่งของเมแรลิสตลอดช่วง 20 ปีที่เขาทำงานรับผิดชอบในพื้นที่ป่าแอมะซอน คือกำหนดเขตและถิ่นที่อยู่อาศัยสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองอย่างเป็นทางการ

ชนเผ่าพื้นเมืองในบราซิล

สาเหตุที่ ชนเผ่าพื้นเมืองในบราซิล กลุ่มนี้รอดพ้นจากการคุกคามของโลกภายนอก

แม้ว่าทีมผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมีเป้าหมายเพื่อสังเกตการณ์อย่างสงบและสันติ แต่ชนเผ่าพื้นเมืองตอบโต้ทันทีที่เห็นว่าอาจมีภัยคุกคาม สายตาของพวกเขาบ่งบอกถึงความแปลกใจและเคืองใจที่เห็นเฮลิคอปเตอร์ พวกเขายิงธนูออกมาหลายดอก เพื่อไล่เฮลิคอปเตอร์ให้พ้นออกไปจากถิ่นอาศัย ทีมงานบินอยู่เหนือพื้นที่ดังกล่าวราว 7 นาที เมแรลิส ประเมินว่า ชุมชนของชนเผ่านี้ หรือ “อินเดียนจากไมตา” ซึ่งเป็นชื่อของแม่น้ำสายหนึ่ง น่าจะเป็นชุมชนของคนราว 300 คน นับว่าเป็นจำนวนมากทีเดียวสำหรับชนเผ่าที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอก

เมแรสิลบอกว่า ไม่มีหลักฐานว่าชนเผ่านี้ได้มีการติดต่อกับโลกภายนอกหรือแม้แต่ติดต่อกับชนเผ่าอื่น หลังจากได้บินสำรวจและวิเคราะห์ภาพถ่ายของสตักเคิร์ต เมแรลิสชี้ให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะบางอย่างของชนเผ่านี้ “พวกผู้หญิงนุ่งวัสดุที่คล้ายกับกระโปรงและพวกเขาปลูกฝ้าย หลักฐานบ่งบอกว่าพวกเขาทอและปั่นฝ้าย ชนเผ่านี้ยังปลูกข้าวโพด กล้วย มันสำปะหลังและมันฝรั่ง”

เมแรลิสยังชี้ว่าบางคนมีทรงผมแบบแปลก ๆ “บางคนหัวล้านไปถึงกลางศีรษะ แต่ไว้ผมยาวจากกลางศีรษะลงไป” เมแรลิสบอกว่า ชนเผ่านี้มีรูปร่างโดยเฉลี่ยสูงกว่าชนเผ่าอื่นในภูมิภาค และพวกผู้ชายใช้เครื่องแต่งกายที่แปลกตาออกไป พวกเขาผูกอวัยวะเพศกับวัสดุที่ดูคล้ายกับเป็นเชือก

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มนี้ยังไม่ถูกคุกคามจากโลกภายนอก

การที่ชนเผ่านี้สามารถดำรงเผ่าพันธุ์มาได้จนถึงทุกวันนี้น่าจะเป็นเพราะพวกเขาอาศัยอยู่ในถิ่นที่ห่างไกล และยากที่จะเดินทางเข้าไปถึง สตักเคิร์ตเผยว่าเขาอยากกลับเข้าไปที่นั่นอีก แต่ก็ยอมรับว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะอาจเป็นภัยคุกคามต่อพวกชาวเผ่าพื้นเมือง

“ผมคิดว่าเราไม่ควรติดต่อกับพวกเขา เราควรปล่อยให้พวกเขาดำรงชีวิตแบบนั้น และผมต้องการให้ภาพของผมเป็นสื่อเพื่อแสดงให้เห็นว่า เราจำเป็นต้องทำแผนที่ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด เพื่อปกป้องพวกเขาจากภัยคุกคามภายนอก”

เครดิต : themysteriousth.com

ติดตามข่าวสาร : เรื่องลี้ลับ เรื่องหลอน